หลังจากเปิดตัวแนะนำอย่างเป็นทางการ The All-Electric Mazda6e ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมสร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยราคาที่คนไทยทั้งประเทศต่างส่งเสียงฮือฮา เกิดปรากฏการณ์ทำตลาดแตกมาแล้ว มาสด้ากลับมายืนหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยราคาไม่ถึงล้านสอง

ทำให้ลูกค้าแห่จองแบบถล่มทลายกว่า 4,000 คัน มาสด้าส่งลงทำตลาดด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท มาพร้อมห้องโดยสารที่ตกแต่งภายในด้วยวัสดุหนังสีดำให้ภาพลักษณ์สปอร์ตทันสมัย และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท ยกระดับภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุหนัง Nappa/Suede สีแทน รูปลักษณ์ภายนอกถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างซีดานกับแฮตช์แบค กลายเป็นนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู แบบ NeoFastback พร้อมการันตีความสง่างจากเวทีระดับโลก ผู้พิชิตรางวัล World Car Design 2026 หรือรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกประจำปีนี้มาครอง ล่าสุดล็อตแรกได้เดินทางจากโรงงานมาสด้า CMA เมืองหนานจิง ประเทศจีน สู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยกว่า 500 คัน และถูกจัดส่งให้กับลูกค้าหมดเกลี้ยงภายในสัปดาห์เดียว ส่วนล็อตที่สองกำลังทยอยเข้ามาเพิ่มอีก 600 คัน ใครที่กำลังรออยู่ให้อดใจรออีกนิดเดียว และมาสด้าแจ้งว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ลูกค้าที่จองไว้ก่อนหน้านี้จะได้รับรถใหม่ครบทั้งหมด

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชน พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มาสด้ามีเป้าหมายที่แน่วแน่ชัดเจนว่ารถยนต์มาสด้าทุกรุ่นทุกคัน ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานรูปแบบใดก็ตาม จะยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ และสะท้อนจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ดีเอ็นเอของมาสด้าครบถัวนในทุกองค์ประกอบ The All-Electric Mazda6e ผลิตจากโรงมาสด้า 100% ภายใต้ชื่อ ฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล หรือ CMA ซึ่งเป็น Strategic Manufacturing Partner ของมาสด้า และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตระดับโลก ที่ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับโรงงานมาสด้าในทุกภูมิภาค รวมทั้งญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบ รวมถึง USA, Mexico, Thailand และ ASEAN ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กับ ฉางอัน ออโตโมบิล ประเทศจีน ร่วมมือกันมายาวนานมากกว่า 20 ปี และโรงงานแห่งนี้ผลิตเฉพาะรถยนต์มาสด้าเท่านั้น เพื่อจำหน่ายภายในประเทศจีนและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ “มาสด้า” โดยโรงงานแห่งนี้ผลิตรถมาสด้า อาทิ Mazda2, Mazda3, Mazda CX-30, Mazda CX-5, Mazda CX-4 และรถยนต์ฟฟ้าอีกสองรุ่น คือ Mazda EZ-6 หรือ Mazda6e และ Mazda EZ-60 หรือ Mazda CX-6e ที่มาสด้าได้นำมาให้ชาวไทยได้ชมกันไปแล้ว

“แม้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Electrification มาสด้ายังคงยึดมั่นในสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ตัวตนของเรา หรือสิ่งที่เราเรียกว่า “Mazda-ness” แม้เข้าสู่ยุค EV แต่ DNA ของมาสด้าจะไม่เปลี่ยนไป คุณค่าหลักยังคงเหมือนเดิม รถ Mazda6e ยังคงสะท้อนคุณค่าหลักของมาสด้าอย่างครบถ้วน ประการแรก Feeling of Oneness ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ สมรรถนะการขับขี่แบบ Jinba-Ittai ประการที่สอง Safety เทคโนโลยีความปลอดภัย ที่สร้าง Peace of Mind ให้ความอุ่นใจและมั่นใจในการขับขี่ ประการที่สาม Manufacturing Technology and Quality และมาสด้าให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพในทุกขั้นตอนและสุดท้าย Design and Craftsmanship การออกแบบที่สะท้อน Japanese Aesthetics ความเรียบง่าย สมดุล และความประณีตในทุกรายละเอียด และ Mazda6e ชนะเลิศ World Car Design of the Year 2026 เป็นการยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการออกแบบและการพัฒนาตาม DNA ของมาสด้า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้มาสด้าแตกต่างและทำให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุค Electrification ได้อย่างมั่นคง ผ่านแนวคิด “Multi-Solution Strategy” และ “Electrification with Mazda-ness” ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน Mazda-ness จะยังคงอยู่เสมอ ขอให้ทุกท่านสนุกกับการทดสอบ The All-Electric Mazda6e ในวันนี้ครับ” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

วันนี้ มาสด้าได้เปิดประสบการณ์ใหม่ จัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกันแบบเต็มๆ กับ The All-Electric Mazda6e Media Test Drive ร่วมทดสอบสมรรถนะการขับขี่อันเหนือระดับของรถไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย The All-Electric Mazda6e โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ความเป็นรถมาสด้าในทุกองค์ประกอบ ภายนอกถ่ายทอดดีไซน์สง่างามตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastback การันตีด้วยรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปีนี้ ภายในนั้นหรูหรา ให้ความประณีตในทุกจุดสัมผัส ตอบสนองได้ดั่งใจ มอบความสนุกสนานในการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิตไต ครบครันด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ Mazda Connectivity เชื่อมต่อโลกการสื่อสารในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี Smart Drive ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยรอบทิศทาง ห้องโดยสารแบบ Smart Cockpit สะดวกทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

กิจกรรมการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ ใช้เส้นทางที่มีความหลากหลายมาก โดยเริ่มต้นจากสำนักงานใหญ่มาสด้า อาคารเอแพค ทาวเวอร์ ย่านเอกมัย มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา โดยช่วงแรกของการขับขี่ผ่านเส้นสุขุมวิทที่การจราจรหนาแน่นเฉกเช่นเดียวกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ขึ้นทางด่วนพระโขนง ไปลงทางด่วนที่ด่านธัญญบุรี เลี้ยวเข้าถนนรังสิต นครนายก แวะพักร้านกาแฟ Black & White ได้มีโอกาสทดสอบการตอบสนองของคันเร่ง Performance การรีเจนพลังงาน อัตราเร่งบนทางด่วน สมรรถนะการทรงตัว การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร การขับขี่ความเร็งสูง การเข้าโค้งกว้างบนทางด่วน การควบคุมพวงมาลัย การเบรก การเปลี่ยนเลน การตอบสนองของระบบช่วงล่าง รวมระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร

หลังจากออกจากร้านกาแฟ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนรังสิต นครนายก ผ่านนครนายกเลี้ยวขวา มุ่งหน้าปราจีนบุรี และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสุวรรณศร (สายเก่า) มุ่งหน้าอำเภอประจันตคาม ผ่านวงเวียนศาลนเรศวรแล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าเขาใหญ่ก่อนจะเลี้ยวเข้าโรงแรม PRY 1 ท่ามกลางการจราจรหนาแน่น ทดสอบการีเจนพลังงานจากการเบรก ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน การออกตัวจากไฟแดง อัตราเร่ง และการเร่งแซง ทดสอบการแจ้งเตือนของระบบ ADAS และระบบความปลอดภัย ทดสอบระบบ MRCC รวมระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร

หลังจากนั้นออกจากโรงแรมฯ ผ่านด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นเส้นทางที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์และสวยงามเหมาะกับการขับรถมากๆ ออกจากด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซ้ายเข้าถนนกุดคล้า ผ่านศึก แวะร้านกาแฟ Mountful รวมระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตรทดสอบระบบบังคับควบคุม Handling การตอบสนองของพวงมาลัย ระบบช่วงล่าง Suspension การยึดเกาะถนน การใช้ความเร็วต่ำ การเข้าโค้งแคบ ทางขึ้น-ลงทางลาดชัน การเบรก การรีเจนพลังงาน Ride Comfort และกลับกรุงเทพฯ แบบฟรีรัน ระยะทางประมาณ 145 กิโลเมตร รวมระยะทางของการทดสอบในครั้งนี้ประมาณ 400 กิโลเมตร ตามสเปคของแบตเตอรี่ แบบ CALB ระยะการขับขี่ได้ระยะ 654 กิโลเมตร พลังงานที่ใช้ไป 70% คงเหลืออยู่ที่ประมาณ 30% น่าจะยังคงวิ่งได้อีกกว่า 150 กิโลเมตร ถือว่าระยะการใช้งานจริงกับสิ่งที่มาสด้าเคลมมาถือว่าใกล้เคียงตัวเลขจริง และถือว่าประหยัดดีเลยกับการขับทดสอบแบบเต็มที่

ด้านสมรรถนะการขับขี่ ด้วยดีไซน์ตัวถังที่กว้าง พร้อมจุดศูนย์ถ่วงต่ำและการกระจายน้ำหนักที่เพลาหน้าและเพลาหลังแบบ 50:50 ทำให้ The All-Electric Mazda6e มีเสถียรภาพและมั่นคงในการขับขี่ และมอบความสมดุลในขณะเข้าโค้ง ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลิน ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานช่วยให้ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล เกาะถนน และประหยัดพลังงาน มาสด้ามองว่าเทคโนโลยีแชสซีที่ยอดเยี่ยมคือหัวใจสำคัญของการควบคุมรถที่ดีเยี่ยม The All-Electric Mazda6e ติดตั้งระบบช่วงล่างแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้า และระบบช่วงล่างอิสระแบบมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลงที่ด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและท่าทางของรถได้ดีขึ้น ให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบเบรกแบบบูรณาการขั้นสูง ทำให้สามารถมอบความต่อเนื่องในการขับขี่ระหว่างการเลี้ยว การชะลอความเร็ว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป

ความสนุกสนานในการขับขี่ที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นมาสด้าตามปรัชญา “Jinba-Ittai” ที่หาที่เปรียบไม่ได้ คือหัวใจสำคัญของแบรนด์มาสด้าตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษของการพัฒนารถยนต์ ในกระบวนการพัฒนาสมรรถนะการควบคุมรถของ The All-Electric Mazda6e วิศวกรของมาสด้าได้เริ่มต้นจากสถานการณ์การใช้งานรถที่ผู้ใช้ใช้งานบ่อยที่สุด และผสานรวมลักษณะการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับเทคโนโลยีการปรับแต่งเฉพาะ เพื่อให้ได้อัตราเร่งที่นุ่มนวลและต่อเนื่องมากขึ้น เบรกที่มั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น การเข้าโค้งที่สบายและน่าพึงพอใจยิ่งขึ้น พวงมาลัยที่แม่นยำและมั่นคงยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองการขับขี่ในแบบมาสด้า

The All-Electric Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้ารุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมาพร้อม 2 รุ่น ที่โดดเด่น ได้แก่ รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำแบบสปอร์ต บ่งบอกถึงความประณีตในทุกจุดสัมผัส และรุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามหรูหราประดุจยนตรกรรมชิ้นเอก ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนัง Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อความสมบูรณ์แบบของห้องโดยสารในอีกระดับ

The All-Electric Mazda6e ยังเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความโดดเด่นตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้
ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion
- The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม(Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน
- ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้านำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว
- ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack”แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่
- ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม
- ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ
- มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล
- เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง หน้าจอสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า
- ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน
- อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 9 วินาที
- การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง
- การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่
- ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป
- ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น
- มาพร้อมสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง
- มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ
- มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลินe-PRIMACY คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด
- แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที*และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)
*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า(Front Collision Warning – FCW)
- ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)
- ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)
- ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน(Blind Spot Monitoring – BSM)
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง(Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
- ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ(Smart Brake Support – SBS)
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน(Lane Keep System – LAS)
- ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน(Lane Departure Prevention – LDP)
- ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)
- ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่(Driver Monitoring System – DMS)
เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit
- AR Head-up Displayขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่
- หน้าจอ Digital Meter ขนาด 1 นิ้ว
- หน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 6นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย
- สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
- สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)
- สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
- สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)
- สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
- สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)
ทั้งนี้ มาสด้าพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทย และรองรับต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รวมถึงสร้างความมั่นใจในการครอบครองเป็นเจ้าของ The All-Electric Mazda6e ด้วยคุณภาพการบริการหลังการขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะจำนวนโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งมาสด้าได้ตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้รองรับลูกค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกในประเทศไทยในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ
- โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครอบคุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
- ศูนย์กลางอะไหล่และการสำรองอะไหล่ทดแทน รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ จัดส่งภายใน 24 ชั่วโมง
- ด้านบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมและประเมินทักษะอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามมาตรฐานมาสด้า
- ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองคุณภาพ และรับประกันงานซ่อม ครอบคลุมทั่วประเทศ
มาสด้ายังคงมุ่งมั่นและให้คำมั่นสัญญาว่า จะส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” โดยยึดหลัก “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน และนำมาซึ่ง “ความสุขในการใช้ชีวิต” ให้กับลูกค้าทุกคน ผ่านกลยุทธ์ Multi-Solution เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ด้วยทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย ทั้ง HEV, PHEV, BEV รวมถึงรถยนต์ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซ CO₂ เพื่อสนับสนุนการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับ ผู้คน โลก และสังคม ตลอดไป